เลือกหน้า
Coolsculpting

เทคโนโลยีคูลสเคาน์ติ้ง(Coolsculpting)คืออะไร

คือเทคโนโลยีที่ใช้ความเย็นฆ่าเซลล์ไขมันใต้ผิวเฉพาะที่ แบบไม่เจ็บตัว ไร้บาดแผล เห็นผลและปลอดภัย ด้วยกระบวนการไครโอไลโปไลซิส(Cryolipolysis™) ภายใต้การทำงานของคูลสเคาน์ติ้ง(Coolsculpting)คิดค้นและพัฒนาโดย รพ.แมสสาชูเสตส์ เจเนอรัลด์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด

ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นที่นิยมแพร่หลายไปทั่วโลก โดยฟรีซไขมันด้วยความเย็นที่ อย่างเจาะจง ในระยะเวลาที่เหมาะสมทำให้เซลล์ไขมันแข็งและตายในที่สุด ชั้นไขมันจึงบางลง หลังถูกทำให้ตายไปจะไม่ถูกสร้างขึ้นใหม่หรือกลับมาเพิ่มจำนวนได้อีก การกำจัดไขมันด้วยวิธีนี้จึงทำให้ลดจำนวนเซลล์ไขมันให้หายออกไปจากร่างกายเราคล้ายการดูดไขมัน

 

หลักการทำงาน

ปกติการลดน้ำหนักโดยควบคุมอาหารและออกกำลังกาย หรือกระชับสัดส่วนด้วยทรีทเม้นต์ทั่วๆไปนั้น ไม่สามารถลดจำนวนเซลล์ไขมันลงได้ เพียงแต่เปลี่ยนขนาดเซลล์ไขมันให้เล็กลง หากอ้วนขึ้น เซลล์ไขมันเหล่านี้ก็พร้อมจะขยายขนาดขึ้นเช่นกัน ภายใต้หลักการทำงานที่ทำให้เกิดกระบวนการไครโอไลโปไลซิสของคูลสคัลป์ติ้ง เริ่มต้นโดยปล่อยคลื่นความเย็นผ่านแอพพลิเคเตอร์ด้วยแรงดูดที่เหมาะสมลงสู่ชั้นใต้ผิว ควบคุมรักษาระดับความเย็นไว้ที่ -12 องศา ระยะหนึ่ง จนเซลล์ไขมันแข็งตัวและเกิดกระบวนการตาย โดยมีระบบน้ำเหลืองช่วยกำจัดเซลล์ไขมันนี้ที่ตายออกจากร่างกายอย่างเป็นธรรมชาติ

c2 เมื่อจำนวนเซลล์ไขมันลดลง ไขมันใต้ผิวจึงบางลง สามารถลดจำนวนเซลล์ไขมันบริเวณที่รักษาได้20-25% เซลล์ไขมันหลังถูกทำให้ตายจะไม่ถูกสร้างขึ้นใหม่หรือกลับมาเพิ่มจำนวนได้อีก การกำจัดไขมันวิธีนี้ จึงทำให้เซลล์ไขมันหายออกไปจากร่างกายคล้ายกับการดูดไขมัน แตกต่างกันที่ไม่ทำให้เกิดบาดแผล ไม่ต้องการการพักฟื้นใดๆและปลอดภัยสูงและวิธีนี้จะไม่ส่งผลกระทบกับเซลล์ข้างเคียง ไม่ว่าจะเป็นผิว เส้นเลือด เส้นประสาท หรืออื่นๆ จะไม่ถูกทำลายแต่อย่างใด เซลล์ไขมันจะเริ่มตายหลังจาก 2-3 วันหลังการรักษา  ผลการรักษาสามารถเห็นได้ใน3-6 สัปดาห์หลังจากการรักษา โดยร่างกายจะกำจัดออกไปได้เองด้วยวิธีธรรมชาติของร่างกาย การรักษานี้จะเน้นไขมันส่วนเกินเฉพาะจุดที่มีการสะสมของไขมันซึ่งกำจัดยาก หรือกำจัดไม่ได้โดยการควบคุมอาหารร่วมกับการออกกำลังกาย เช่น บริเวณหน้าท้อง แผ่นหลัง บั้นเอว ข้างลำตัว ต้นแขน ต้นขาด้านในและด้านนอก รวมถึงหน้าอกที่มีไขมันส่วนเกินในผู้ชาย

c3

เหมาะกับ

ผู้ที่มีปัญหาของไขมันส่วนเกินใต้ผิวหนังเฉพาะจุด

ได้แก่

  • เอว
  • หน้าอก(ชาย)
  • ท้องแขน
  • หน้าท้อง
  • ต้นขา
  • หลัง

 

การดูแลและข้อควรระวังหลังจากการทำการักษา

  1. ควรทำหลังการผ่าตัด 8 เดือน เป็นต้นไป
  2. ดื่มน้ำเปล่าครบ 8 แก้ว ต่อวัน อย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง 3 เดือน
  3. หลังจากทำรักษาสองถึงสามวัน
    • ผิวมีสีแดงช้ำและบวม
    • เป็นตะคริวอ่อนๆและอาจจะมีอาการปวด
    • อาการชาในบริเวณการรักษาสามารถหายได้ในระยะเวลาสองถึงสามสัปดาห์
  4. หลังการรักษาประมาณ 1 สัปดาห์
    • อาการคันและรู้สึกเสียวซ่าบริเวณที่ทำการรักษา
  5. ผลข้างเคียงอาจเกิดในระดับความรุนแรงที่แตกต่างกัน ตามการวิจัยทางคลินิก 1 ผลข้างเคียงบางอย่างอาจจะลดลงโดย:
    • ใช้ผ้าในการรัดพื้นที่การรักษา
    • ประคบเย็น
    • แผ่นความร้อนแปะ
    • การรัด(ชุดรัดรูปหรือสเตย์)
    • ใช้ยา Benadryl หรือ Ambien ในเวลากลางคืน
    • ทานยา gabapentin / Neurontin / Lyrica
  6. อาจเกิดอาการเวียนศีรษะ, วิงเวียน, คลื่นไส้, ล้าง, เหงื่อออกและเป็นลมในระหว่างหรือหลังการรักษาได้ทันที(Vasovagal symptoms) ซึ่งต้องรีบแจ้งผู้ช่วยแพทย์และจะหายได้เอง
  7. อาจเกิดก้อนแข็งภายแข็งภายในพื้นที่การรักษาซึ่งอาจเกิดขึ้นได้หลังการรักษาและมักจะหายไปเองโดยธรรมชาติภายในสามถึงหกเดือน
  8. อาจเกิดอาการไม่สบายตัว ปวด บริเวณที่ทำซึ่งมักจะเริ่ม 3-4 วันหลังการรักษาและจะหายไปเองตามธรรมชาติโดยเฉลี่ยภายในเวลา2-3สัปดาห์
  9. อาจเกิดสีผิวที่เข้มขึ้นหลังการรักษา
  10. มีรอยแดงจากความเย็น อาจจะเกิดขึ้นระหว่างการทำทรีทเม้นท์ สามารถหายไปได้เอง
  11. หากบริเวณนั้นมีอาการผิดปกติมากขึ้น เช่น หากมีการเพิ่มขึ้นของเนื้อเยื่อไขมันใต้ผิวหนัง หลังจากการทำ 5 เดือน (Paradoxical Adipose Hyperplasia หรือPAH) ควรรีบกลับมาพบแพทย์
  12. ผู้ป่วยควรจะกลับมาหลังจากทำการรักษา 30 วันสำหรับการประเมินอีกครั้ง

 

ผู้ที่ไม่เหมาะกับการรักษา

  1. ผู้ที่มีความผิดปกติของระบบเลือดและหลอดเลือด เช่นCryoglobulinemia หรือ Paroxysmal Cold Hemoglobinuria (PCH)
  2. ผู้ที่มีความไวต่อความหนาวเย็นเช่นลมพิษหรือโรค Raynaud
  3. บริเวณที่มีการไหลเวียนเลือดบกพร่อง
  4. ผู้ที่มีความผิดปกติทางระบบประสาทเช่นโรคประสาทโพสต์ herpetic หรืออักเสบเบาหวาน
  5. ในบริเวณที่รับความรู้สึกของผิวบกพร่อง
  6. ในบริเวณที่แผลเปิดหรือติดเชื้อ
  7. ผู้ที่มีเลือดออกผิดปกติ
  8. ผู้ที่มีภาวะไส้เลื่อน
  9. ในบริเวณที่มีปัญหาผิวเช่นกลาก, โรคผิวหนังหรือผื่นคัน
  10. ผู้ที่ติดอุปกรณ์ใดๆในร่างกาย เช่น เครื่องกระตุ้นหัวใจและเครื่องช็อกไฟฟ้า
  11. สตรีตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร
  12. ในบริเวณที่มีไขมันสะสมจากภายใน เช่น บริเวณหน้าท้องที่มีไขมันในช่องท้อง(Visceral Fat)
  13. ผู้ที่แพ้ความเย็น หรือ มีความรู้สึกไวต่อความเย็น เช่น Cold Urticaria หรือ Raynaud’s Phenomenon
  14. ผู้ที่มีรูปร่างผอมมาก

 

เรียบเรียงโดย  ฝ่ายพัฒนาและวิจัย     แก้ไขข้อมูล  4/11/59