เลือกหน้า
หลุมสิว

หลุมสิว

Acne scars 

สิว เกิดได้จากหลายปัจจัย  ยกตัวอย่างเช่น ต่อมไขมันผลิตน้ำมันมากขึ้น  ฮอร์โมนเพศ  เชื้อแบคทีเรีย P.acnes

ที่ทำให้เกิดกระบวนการอักเสบ เป็นหนอง  ซึ่งจะไปกระตุ้นกระบวนการสร้างเนื้อเยื่อ หรือที่เรียกว่า Wound healing process  ซึ่งจะมีเซลล์ต่างๆ เข้ามาเกี่ยวข้องมากมาย แบ่งเป็น 3 ระยะ  คือ

  1. Inflammation เริ่มต้นจากกระบวนการทำให้เลือดบริเวณนั้นหยุดไหล จากนั้นเซลล์เม็ดเลือดต่างๆ จะถูกกระตุ้นและหลั่งสารเคมีออกมา  เพื่อเตรียมพร้อมให้เกิดการสร้างเนื้อเยื่อขึ้นมาใหม่  และยังมีการกระตุ้นการสร้างเม็ดสีเมลานิน (melanogenesis)  ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการทำให้เกิดรอยแดง   ในระยะนี้ยังพบว่ามีความสัมพันธ์กันอย่างมากระหว่างช่วงเวลาการเกิดการอักเสบกับการพัฒนาไปเป็นแผลเป็น  หากได้รับการรักษาตั้งแต่แรกเริ่มนี้อาจจะป้องกันการเกิดแผลเป็นได้
  2. Granulation Tissue Formation เนื้อเยื่อที่ถูกทำลายจะได้รับการซ่อมแซม มีการสร้างหลอดเลือดขึ้นมาใหม่ โดยเซลล์เม็ดเลือดชนิดนิวโทฟิล (Neutrophil) จะหลั่งสารกระตุ้นให้เกิดการสร้างเซลล์ไฟโบรบลาส (Fibroblast) ซึ่งเซลล์ไฟโบรบลาสนี้จะสร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่เริ่มภายใน 3-5 วันหลังเกิดแผล
  3. Matrix Remodelling เนื้อเยื่อเกี่ยวพันธ์ที่สร้างขึ้นมาใหม่ยังมีความเปราะบางอยู่ ต้องอาศัยส่วนประกอบในสารโครงสร้างนอกเซลล์ (Extracellular matrix) ที่สำคัญได้แก่ คอลลาเจน เซลล์ไฟโบรบลาส (Fibroblast) และเซลล์เคอราติโนไซต์ (Keratinocyte) จะสร้างเอนไซม์ขึ้นมา 2 ชนิด ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดโครงสร้างของสารโครงสร้างภายนอกเซลล์  สืบเนื่องจากในระยะนี้จะเกิดความไม่สมดุลกันระหว่างสัดส่วนของ  2 เอนไซม์  จึงเกิดการสร้างคอลลาเจนที่มากหรือน้อยเกินไป  ทำให้ผิวบริเวณนั้นไม่เรียบ และเกิดเป็นแผลเป็นขึ้นมา

 

ชนิดของแผลเป็นแบ่งได้เป็น 2 ชนิด  ได้แก่

  1. Atrophic scars แผลเป็นชนิดนี้เกิดจากการสร้างของคอลลาเจนที่น้อยเกินไป สามารถแบ่งย่อยได้อีก 3 ลักษณะ ได้แก่
  1. Icepick
  2. Rolling
  3. 3. Boxcar

 

       2.Hypertrophic and Keloidal scars สัมพันธ์กับการสะสมของคอลลาเจน และการทำงานของเอนไซม์ collagenase ที่ลดลง  Hypertrophic scars จะมีลักษณะที่เฉพาะคือ มีสีชมพู นูนและแข็งจากเส้นใยคอลลาเจนที่หนาซึ่งขอบนอกของแผลเป็นยังคงอยู่ภายในบริเวณพื้นผิวที่เกิดแผล  แต่ Keloidal scars จะมีสีแดงม่วง  เป็นตุ่มก้อนและขยายออกมานอกขอบเขตของบาดแผลเดิม

 

Treatment

Laser เหมาะสำหรับการแก้ปัญหาผิวเรื่องแผลเป็นชนิด box-car scars และ rolling scars

Ablative lasers เป็นการนำเนื้อเยื่อแผลเป็นที่ถูกทำลายออกมา  เป็นการขัดถูให้ผิวหน้าเรียบขึ้นและยังช่วยให้เส้นใยคอลลาเจนชั้นล่างแน่นขึ้นด้วย  ซึ่ง Carbondioxide laser และ Erbium YAG laser ถูกนำมาใช้มากที่สุด

Nonablative lasers จะไปกระตุ้นให้เกิดการจัดเรียงคอลลาเจนใหม่  โดยไม่ได้เอาเนื้อเยื่อของแผลเป็นออก  ทำให้ผิวหน้าดูเนียนขึ้น  รอยแผลเป็นตื้นขึ้น  การรักษาโดยวิธีนี้ได้รับความนิยมมากขึ้นเพราะลดความเสี่ยงของผลข้างเคียงจากการใช้เลเซอร์  ที่นิยมจะเป็น NdYAG

          Fractional  photothermolysis (FP) วิธีนี้จะไปทำลายเนื้อเยื่อที่จำเพาะ เพื่อกระตุ้นกระบวนการสร้างเนื้อเยื่อขึ้นมาใหม่  ส่งผลให้มีการสร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่ในระยะยาว โดยจะไม่ไปทำลายผิวหนังชั้นบนสุด  วิธีนี้สามารถลดปัญหาที่เกิดขึ้นจากการใช้เลเซอร์อื่นๆ  การกรอผิวหน้าและการใช้สารลอกผิว

Radiofrequency ทำให้เกิดความร้อนในชั้นผิวที่ลึกลงไป  กระตุ้นให้เกิดบาดแผลที่ผิวหนัง  ซึ่งจะไปกระตุ้นให้เกิดกระบวนการสร้างเนื้อเยื่อขึ้นมาใหม่และเกิดการจัดเรียงตัวใหม่ของคอลลาเจน  วิธีนี้จะเป็นการลดการรบกวนผิวหนังชั้นบนและส่งผลต่อการจัดเรียงตัวของผิวหนังได้มาก  และยังเป็นการลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับ FP

https://www.researchgate.net/publication/47567253_Acne_Scars_Pathogenesis_Classification_and_Treatment

https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC4445894/