เลือกหน้า
การฝังเข็ม

การฝังเข็มคืออะไร?

การฝังเข็ม เป็นการรักษาด้วยศาสตร์แบบจีนโบราณ โดยจะฝังเข็มที่ทำจากสแตนเลส มีขนาดเล็กกว่าเข็มฉีดยา และผ่านการฆ่าเชื้อ ลงบนจุดฝังเข็มต่างๆที่เชื่อมโยงกับการฟื้นฟู โดยจุดฝังเข็มมีอยู่มากกว่า 300 จุดกระจายอยู่ทั่วร่างกาย

ทำไมการฝังเข็มถึงฟื้นฟูร่างกาย และ บรรเทาอาการต่างๆได้?

เหตุผลที่การฝังเข็มสามารถฟื้นฟูร่างกาย และ บรรเทาอาการต่างๆได้นั้นเป็นเพราะเข็มที่จิ้มผ่านผิวหนังลงไปจะเข้าไปกระตุ้นระบบภายในร่างกาย ไม่ว่าจะเป็น เลือด ลมปราณ เส้นประสาท และ กล้ามเนื้อ ซึ่งจะทำให้ร่างกายได้รับการฟื้นฟูและกลับมาทำงานได้อย่างปกติ โดยโรคที่การฝังเข็มสามารถฟื้นฟู และ บรรเทาอาการได้คือ อาการปวดเมื่อยร่างกาย นอนไม่หลับ ปัญหาผิวพรรณ สิว ฝ้า กระ กล้ามเนื้ออ่อนแรง อัมพาต อัมพฤกษ์ อัลไซเมอร์ ความดันโลหิตสูง ปวดท้องประจำเดือน เป็นต้น ซึ่งการฝังเข็มจะเป็นการรักษาแบบองค์รวม คือไม่จำเป็นจะต้องฝังเข็มเฉพาะจุดที่เกิดปัญหา เช่น มีอาการนอนไม่หลับหรือหลับไม่สนิท ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องฝังเข็มแค่บริเวณศรีษะ แต่จะมีการฝังเข็มบริเวณ แขน ขา หรือ คอ ร่วมด้วย เพื่อให้ร่างกายเกิดความผ่อนคลายและเห็นผลของการรักษาชัดเจนที่สุด

1

การปฏิบัติตัวก่อนรับการฝังเข็มควรทำอย่างไร?

1. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

2.ทานอาหารก่อนเข้ารับการฝังเข็มอย่างน้อย 1 ชั่วโมง ห้ามให้ท้องว่าง

การปฏิบัติตัวหลังรับการฝังเข็มควรทำอย่างไร?

1.ดื่มน้ำอุ่นในปริมาณมากๆ และควรหลีกเลี่ยงน้ำเย็น เพราะการฝังเข็มจะทำให้ระบบไหลเวียนเลือดทำงานได้ดีขึ้น หากดื่มน้ำเย็นจะทำให้ระบบการไหลเวียนของเลือดทำงานได้ไม่ดีเท่าที่ควร และไม่เป็นผลดีต่อการรักษา

2.หลังเข้ารับการฝังเข็มจะมีอาการปวดเมื่อย และ ตึง บริเวณที่รับการรักษาโดยจะหายไปเองใน1-2วัน

2

ระยะเวลาการเห็นผล

ผลการรักษาของแต่ละบุคคลจะไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ดังนี้

1.อายุของผู้เข้ารับการฝังเข็ม หากมีอายุมาก ร่างกายจะฟื้นฟูได้ช้ากว่าผู้ที่อายุยังน้อย

2.ระยะเวลาของอาการที่เป็นโรค หากผู้ป่วยมีอาการนอนไม่รับมาเป็นเวลา3ปีเข้ารับการฝังเข็มพร้อมกับผู้ที่มีอาการนอนไม่หลับเป็นเวลา1ปี ผู้ที่มีระยะเวลาของอาการน้อยกว่าย่อมเห็นผลก่อน

3.การดำเนินชีวิตทั้งก่อนและหลังเข้ารับการฝังเข็ม

ข้อควรระวัง!

1.ไม่เหมาะกับสตรีมีครรภ์ เพราะจะเป็นอันตรายต่อเด็กในครรภ์

2.ไม่เหมาะกับผู้ที่มีอาการเลือดแข็งตัวช้า

3.ไม่เหมาะกับผู้ที่ป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย เนื่องจากมีโรคแทรกซ้อนเยอะ

4.ไม่เหมาะกับผู้ที่ยังไม่รู้แน่ชัดว่าป่วยเป็นโรคอะไร